ความฝันของการมีบ้านหรือต่อเติมพื้นที่ในฝัน อาจกลายเป็นฝันร้ายได้ในพริบตา เมื่อ "ผู้รับเหมาทิ้งงาน" กลางคัน เบิกเงินไปแล้วแต่งานไม่คืบ ติดต่อไม่ได้ หรือทิ้งบ้านที่สร้างค้างไว้กลางทาง ปัญหานี้พบได้บ่อยจนกลายเป็นความกังวลอันดับต้น ๆ ของคนอยากมีบ้าน และหลายคนยังไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิตามกฎหมายมากกว่าที่คิด บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจสิทธิ ขั้นตอนรับมือ และข้อควรระวัง เพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียทั้งเงินและเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
"ทิ้งงาน" แบบไหน ถือว่าผู้รับเหมาผิดสัญญา?
ก่อนจะดำเนินการใด ๆ ต้องเข้าใจก่อนว่าพฤติกรรมแบบไหนที่กฎหมายถือว่าผู้รับเหมา "ผิดสัญญา" ซึ่งโดยทั่วไปครอบคลุมกรณีอย่าง เบิกเงินแล้วไม่ทำงานตามสัญญา งานล่าช้ากว่ากำหนดแบบไม่มีเหตุผล เบิกค่าวัสดุเกินจริง นำวัสดุเกรดต่ำมาใช้ งานไม่ได้มาตรฐาน พัง ตามตัวกลับมาซ่อมไม่ได้ และเปลี่ยนทีมงานก่อสร้างโดยไม่แจ้งให้เจ้าของบ้านอนุญาต
ในทางกฎหมาย งานก่อสร้าง ต่อเติม วางระบบไฟฟ้า ประปา หรือจัดสวน จัดอยู่ในเรื่องของการ "จ้างทำของ" กล่าวคือ การกระทำที่มีลักษณะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้สำเร็จ โดยมีข้อตกลงว่าผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างหรือค่าตอบแทนแห่งผลสำเร็จนั้นให้แก่ผู้รับจ้าง เมื่อผู้รับเหมาหยุดดำเนินการและละทิ้งงาน ถือว่าผู้รับเหมาผิดสัญญา เจ้าของบ้านต้องทำหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหาย
จุดสำคัญที่หลายคนเข้าใจผิด: ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ฟ้องได้
นี่คือประเด็นที่ทำให้หลายคนยอมแพ้ตั้งแต่ต้น เพราะคิดว่าจ้างกันแบบปากเปล่าหรือคุยผ่านแชตแล้วจะเอาผิดไม่ได้ ความจริงคือ การจ้างผู้รับเหมาเพื่อก่อสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม จัดสวน หรืออะไรก็ตาม แม้จะจ้างปากเปล่า ผ่านโทรศัพท์ หรือการไลน์คุยกัน ก็ถือเป็นสัญญาจ้างทำของ สามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ โดยไม่ต้องมีสัญญา
กฎหมายไม่ได้บังคับว่าสัญญาจ้างทำของต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้น แม้ไม่ได้ทำสัญญาก็สามารถฟ้องดำเนินคดีและให้ผู้รับเหมาชำระค่าเสียหายต่าง ๆ ได้ โดยสามารถใช้พยานบุคคล ภาพถ่าย หรือพยานวัตถุอื่นเข้าสืบเพื่อให้ได้ความจริง อย่างไรก็ตาม การมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรย่อมทำให้การพิสูจน์ในชั้นศาลง่ายขึ้นมาก จึงควรทำสัญญาทุกครั้งเพื่อป้องกันปัญหา
ขั้นตอนรับมือเมื่อผู้รับเหมาทิ้งงาน
เมื่อพบว่าผู้รับเหมาทิ้งงาน สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและเก็บหลักฐานให้ครบถ้วน โดยมีแนวทางดังนี้
ขั้นแรก รวบรวมหลักฐานทั้งหมด ทั้งสัญญา (ถ้ามี) ใบเสร็จการโอนเงิน ภาพถ่ายงานที่ค้างไว้ ข้อความแชตที่พูดคุยกัน และบันทึกการติดต่อต่าง ๆ หลักฐานเหล่านี้คือกุญแจสำคัญในการพิสูจน์ความผิดของผู้รับเหมา
ขั้นที่สอง ทำหนังสือบอกกล่าวให้กลับมาดำเนินการตามสัญญา หากผู้รับเหมายังคงเพิกเฉยหรือติดต่อไม่ได้ แม้จะมีการติดตามให้มาดำเนินการแก้ไขแล้ว แต่ผู้รับเหมาไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างและไม่สามารถติดต่อได้ ถือว่าผู้รับเหมาผิดสัญญา ตามกฎหมายผู้ว่าจ้างมีสิทธิยกเลิกสัญญาได้
ขั้นที่สาม ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและหน่วยงานราชการหลายแห่งมีฟอร์มหนังสือ ขอให้ดำเนินการตามสัญญา (จ้างทำของ ก่อสร้างบ้าน ทิ้งงาน) ให้ดาวน์โหลดใช้ได้
เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง?
หลายคนเข้าใจว่าเรียกได้แค่เงินที่จ่ายไปคืน แต่จริง ๆ แล้วสิทธิเรียกร้องครอบคลุมกว้างกว่านั้น หากผู้รับเหมาผิดสัญญา นอกจากเจ้าของบ้านจะเรียกเงินค่าจ้างที่ได้ชำระไปล่วงหน้าคืนแล้ว ยังมีสิทธิเรียกเบี้ยปรับเพราะเหตุส่งมอบงานล่าช้า ค่าเสียหายกรณีชำรุดบกพร่อง และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์
นอกจากนี้ ยังมีข้อได้เปรียบที่หลายคนไม่ทราบคือ คดีลักษณะนี้ถือเป็นคดีผู้บริโภค ซึ่ง ผู้บริโภคสามารถฟ้องคดีได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมศาล จึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีลงได้มาก
ระวัง! อายุความมีจำกัด อย่าปล่อยให้คดีขาดอายุ
จุดนี้คือสิ่งที่ต้องระวังที่สุด เพราะหากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยจนคดีขาดอายุความ สิทธิที่มีก็จะหายไป โดยกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า อายุความคดีจ้างทำของจะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีภายใน 2 ปี ส่วนการฟ้องผู้รับเหมารับผิดในกรณีชำรุดบกพร่อง ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับตั้งแต่พบว่าเกิดความชำรุดบกพร่องขึ้น
สำหรับความรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสิ่งปลูกสร้าง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 กำหนดว่าผู้รับจ้างจะต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องที่ปรากฏขึ้นภายในห้าปี ถ้าการที่ทำนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างกับพื้นดิน นอกจากเรือนโรงทำด้วยเครื่องไม้ ดังนั้นการจดบันทึกวันส่งมอบงานและวันที่พบความเสียหายจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ทางเลือกในการร้องเรียนและไกล่เกลี่ย ก่อนถึงชั้นศาล
การฟ้องร้องไม่ใช่ทางเดียวเสมอไป เจ้าของบ้านสามารถใช้ช่องทางไกล่เกลี่ยและร้องเรียนได้หลายทาง ซึ่งมักรวดเร็วและประหยัดกว่า โดย สามารถขอนัดไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทต่อหน่วยงาน เช่น ศาลยุติธรรม ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของหน่วยงานรัฐ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย รวมถึงปรึกษาสภาทนายความ หรือร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
บทเรียนสำคัญ: ป้องกันไว้ดีกว่าแก้
แม้กฎหมายจะให้สิทธิคุ้มครองผู้ว่าจ้างไว้พอสมควร แต่การฟ้องร้องเป็นคดีความที่ต้องใช้ทั้งเงิน เวลา และความอดทน ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันตั้งแต่ต้น ด้วยการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุขอบเขตงาน งวดเงิน กำหนดเวลา และค่าปรับกรณีล่าช้าให้ชัดเจน แบ่งจ่ายเงินตามความคืบหน้าของงานจริง ไม่จ่ายล่วงหน้าก้อนใหญ่ และเก็บหลักฐานการติดต่อทุกขั้นตอน
หากตกอยู่ในสถานการณ์ผู้รับเหมาทิ้งงานแล้ว สิ่งสำคัญคืออย่านิ่งเฉยและอย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปจนคดีขาดอายุความ ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคโดยเร็ว เพื่อรักษาสิทธิของตนเองให้ได้มากที่สุด

