หลายคนที่เคยถูกผู้รับเหมารับเงินไปแล้วทิ้งงานหายไป มักมีคำถามเดียวกันในใจว่า "แบบนี้มันโกงชัด ๆ ทำไมเอาเข้าคุกไม่ได้?" และเมื่อไปแจ้งความก็มักได้คำตอบจากตำรวจว่า "เป็นแค่คดีแพ่ง" จนรู้สึกว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม คำถามที่ว่าผู้รับเหมาโกงติดคุกได้หรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ลึกถึงแก่นว่ากฎหมายแยกแยะ "การผิดสัญญา" ออกจาก "การฉ้อโกง" อย่างไร เพราะเส้นแบ่งตรงนี้คือตัวตัดสินว่าผู้รับเหมาจะต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่
ทำไมแจ้งความแล้วตำรวจมักบอกว่า "เป็นแค่คดีแพ่ง"
ปัญหาคลาสสิกที่ผู้เสียหายหลายรายเจอ คือเมื่อไปแจ้งความมักได้ยินประโยคทำนองว่า "สัญญาจ้างทำของ ตำรวจรับทำคดีให้ไม่ได้เพราะดูหลักฐานไม่เข้าข่ายฉ้อโกง" สาเหตุก็เพราะโดยพื้นฐานแล้ว สัญญาจ้างทำของเข้าข่ายเป็นคดีแพ่ง เพราะมีสัญญาเกิดขึ้นระหว่างกัน (ผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้าง) ถึงแม้ทำงานเสร็จไม่ทันหรือจ่ายเงินช้า ในทางกฎหมายแล้วไม่ถือว่ามีเจตนาที่จะโกงตั้งแต่แรก จึงไม่เข้าข่ายฉ้อโกง
พูดง่าย ๆ คือ การที่ผู้รับเหมาทำงานไม่เสร็จหรือทิ้งงาน โดยตัวมันเองยังไม่ใช่ความผิดอาญา แต่เป็นเรื่องของการ "ผิดสัญญา" ที่ต้องไปว่ากันในทางแพ่ง เช่น การฟ้องเรียกเงินคืนและค่าเสียหาย
หัวใจของเรื่อง: คำว่า "เจตนาตั้งแต่แรก"
จุดที่ชี้ขาดว่าเรื่องจะเป็นคดีแพ่งธรรมดา หรือยกระดับเป็นคดีอาญาฐานฉ้อโกงที่ติดคุกได้ อยู่ที่ "เจตนา" ของผู้รับเหมาตั้งแต่เริ่มต้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญสรุปไว้ชัดเจนว่า ความแตกต่างชัดเจนของฉ้อโกงกับการผิดสัญญาทางแพ่ง คือเจตนาตั้งแต่เริ่มแรก ถ้าตั้งแต่แรกไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาและปฏิบัติตามสัญญากันอยู่แล้ว แบบนี้เป็นฉ้อโกงแน่นอน
ลองเปรียบเทียบสองสถานการณ์ให้เห็นภาพ กรณีแรก ผู้รับเหมาตั้งใจทำงานจริง รับเงินมาแล้วลงมือทำ แต่บริหารเงินผิดพลาด ทำของขาดทุน หรือมีปัญหาจนทำไม่เสร็จและทิ้งงานไป แบบนี้คือการผิดสัญญาทางแพ่ง เพราะตอนแรกเขามีเจตนาจะทำงานจริง ส่วนกรณีที่สอง ผู้รับเหมาวางแผนมาตั้งแต่ต้นว่าจะหลอกเอาเงิน ไม่เคยคิดจะทำงานให้ อาจใช้ชื่อปลอม ที่อยู่ปลอม หรือรับงานหลายเจ้าพร้อมกันแล้วเชิดเงินหนี แบบนี้จึงเข้าข่ายฉ้อโกง
"ฉ้อโกง" ตามกฎหมายคืออะไร และโทษหนักแค่ไหน
ความผิดฐานฉ้อโกงถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งกำหนดว่า ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง
ในแง่บทลงโทษ ความผิดฐานฉ้อโกงต่อบุคคลทั่วไปตาม มาตรา 341 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีกระทำต่อประชาชน (ฉ้อโกงประชาชน) ตามมาตรา 343 วรรคแรก มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นั่นหมายความว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่าผู้รับเหมาฉ้อโกง ก็สามารถติดคุกได้จริง โดยเฉพาะหากเป็นกรณีตระเวนหลอกลวงประชาชนหลายราย โทษก็จะยิ่งหนักขึ้น
คำมั่นสัญญาที่ผสมความเท็จ ก็อาจเป็นฉ้อโกงได้
มีประเด็นที่ละเอียดอ่อนซึ่งหลายคนไม่ทราบ คือโดยปกติการให้สัญญาว่าจะทำอะไรในอนาคตแล้วไม่ทำ ไม่ถือเป็นการหลอกลวง เพราะเป็นเรื่องอนาคต แต่กฎหมายก็เปิดช่องไว้ว่า ถ้าการให้คำมั่นสัญญานั้นนอกจากจะกล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคตแล้ว ยังมีข้อเท็จจริงในปัจจุบันรวมอยู่ด้วย ก็อาจมีการแสดงเท็จได้ หากพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำมีเจตนาจะหลอกลวงมาแต่แรก อาจมีการวางแผนมาเป็นขั้นตอน
ตัวอย่างเช่น ผู้รับเหมาอ้างว่ามีทีมงาน มีหน้างานอื่นที่ทำสำเร็จแล้ว หรือมีใบอนุญาตทั้งที่ความจริงไม่มี เพื่อจูงใจให้เหยื่อหลงเชื่อจ่ายเงิน ข้อเท็จจริงเท็จในปัจจุบันเหล่านี้นี่เองที่อาจทำให้เรื่องกลายเป็นคดีอาญาฐานฉ้อโกงได้
ข้อควรระวัง: อย่าบิดคดีแพ่งให้เป็นอาญา เสี่ยงถูกฟ้องกลับ
แม้จะอยากเอาผิดผู้รับเหมาให้ถึงที่สุด แต่ผู้เสียหายก็ต้องระมัดระวังไม่แจ้งความฉ้อโกงทั้งที่เป็นเพียงเรื่องผิดสัญญา เพราะ การพยายามฟ้องร้องเรื่องที่เป็นเพียงคดีแพ่งให้กลายเป็นคดีอาญาในลักษณะของการฉ้อโกง อาจนำไปสู่ผลเสียที่ไม่คาดคิดได้ หากข้อเท็จจริงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ผู้แจ้งอาจถูกฟ้องกลับในข้อหาแจ้งความเท็จหรือหมิ่นประมาทได้
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจดำเนินคดี ควรประเมินหลักฐานเรื่องเจตนาให้รอบคอบ และปรึกษาทนายความเพื่อวางแนวทางที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
สรุป: ติดคุกได้ แต่ต้องพิสูจน์ "เจตนาโกง" ให้ได้
คำตอบของคำถามที่ว่าผู้รับเหมาโกงติดคุกได้ไหม คือ "ได้" แต่มีเงื่อนไขสำคัญ การทิ้งงานหรือทำงานไม่เสร็จเฉย ๆ เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้แต่ไม่ติดคุก ส่วนการจะเอาเข้าคุกได้นั้นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้รับเหม ามีเจตนาทุจริตหลอกลวงมาตั้งแต่แรก จึงจะเข้าข่ายความผิดอาญาฐานฉ้อโกง
ทางที่ดีที่สุดยังคงเป็นการป้องกัน ด้วยการตรวจสอบประวัติผู้รับเหมา ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แบ่งจ่ายเงินตามความคืบหน้าของงาน และเก็บหลักฐานการพูดคุยทุกขั้นตอน เพื่อให้มีอาวุธพร้อมไม่ว่าเรื่องจะลงเอยในทางแพ่งหรืออาญา

